หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพียงชีวิตเดียว

คนเรา สักหนึ่งคน จะทำอะไรได้มากมาย
ชีวิตหลังความตาย ไม่มีอะไรเหลือไว้
เวลาเพียงหนึ่งคน ช่างสั้นและหมุนไปไว
เพียงไม่เท่าใด ก็สิ้นชีวิตคนหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เพื่อแม่

สิงหามาศ เวียนครบ บรรจบรอบ
เหลียวดูกรอบ รูปแขวน แผ่นผนัง
เห็นภาพหนึ่ง ยืนเคียง เป็นกำลัง
เนิ่นแต่หลัง หลายปี ผ่านเวียนมา

เหนื่อยแสนเหนื่อย ด้วยเพียงมือ ดั่งหญิงแกร่ง
ด้วยเพียงแรง แห่งสตรี ฤาอ่อนล้า
ไม่เคยท้อ ไม่เคยย่อ สักเพลา
สมคำว่า เป็นมารดา ในถิ่นไทย

ณ วันนี้ ไม่อยาก ให้แม่เหนื่อย
พักคลายเมื่อย เพื่อแม่ ใจแจ่มใส
ลูกจะสืบ สานต่อ ด้วยหัวใจ
แม่สร้างไว้ ลูกหวังสร้าง ดีกว่าเดิม

สิงหามาศ เวียนครบ บรรจบรอบ
ขอพรมอบ จากเทวา ช่วยสร้างเสริม
ให้แม่พบ เพียงสุข กำลังเติม
ปริ่มเปรมเพิ่ม ถ้วนทั่วทั้ง กายและใจ

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ลัดเพียงใจ

นทีล่องท่องสายธาราเรื่อย
สายน้ำเอื่อยลมโชยเพียงพริ้วไหว 
ลัดเมืองทุ่งมุ่งเมืองกรุงรุ้งอำไพ  
ไปหาใจเพียงนึกดุจอยู่เคียง

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เกสรดอกไม้ที่มีฤทธิ์ทางยาของไทย

มะลิ พิกุลพรรณ       บุนนาคนั้น สารภี
เกสร บัวหลวงมี        ห้าสีนี้ควรคู่กัน
เจ็ดสี มีจำปา             กระดังงากลิ่นหอมครัน
ลำเจียก ลำดวนนั้น    เก้าสีสันน่าดูชม

รสเรียง สองรสเย็น     สองรสเป็นรสสุขุม
หนึ่งฝาดกลางประชุม   สองสุขุม เร่งตามมา

......... อีก สองรส จำไม่ได้ อิอิ

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Leaf


ใบเก่าก็ผลัดใบไปแล้ว
ใบใหม่ก็ผลิใบสดใส
ในต้นไม้ต้นเก่าเรื่อยไป
จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับใบใหม่นะครับ
(พิมพ์ในวารสาร PHAR’ มา See U ฉบับที่ 4/2542)

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คิดถึงเธอ

เสียงเพรียกพร่ำร่ำหาคนคิดถึง
เพียงคนหนึ่งเคยคู่คิดเคียงใกล้
คำคิดถึงส่งผ่านแดนแสนไกล
ฝากบอกไปว่าคำนึงแสนคณา

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ใคร?

แม้ดูยืนหยัดกล้าท้าพายุ
แม้ท่าดุแกร่งกล้าท้าลมฝน
แต่ยังอ่อนต้องการใครสักคน
เติมสู้ทนเสริมพลังยามอ่อนแรง

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พระผู้เป็นกำลังของแผ่นดิน

พระสถิตในธรรมทศพิธ
พระอุทิศกำลังเพื่อทวยราษฎร์
พระมิ่งแก้วราชันย์เลิศล้ำปราชญ์
พระฉกาจเอกบุรุษมิมีเทียม

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คำสาบพวกเล่นแต่เกมส์การเมือง

    อ้าแต่องค์พระสยามเทวาธิราชจ้าว                     ด้วยบุญชาวสยามไทยที่สั่งสม
หากตนใดพลั้งไปทำไทยจม                          เพราะเหตุปมการเมืองเรื่องส่วนต
ัว
     ฤาด้วยเหตุทิฐิโมหะกล้า                          หรือชั่วช้าชิงของมาคลุมขรัว
ขอให้มันฉิบหายเฉพาะตัว                              ให้เกลือกลั้วความอับโชคนิจนิรันดร์
     ขอให้มันดำดิ่งโลกันตร์นรก                      ขอให้ตกจากยศอันเสริญสรรค์
ขอให้จมในทุกข์ทั้งชีวัน                               ตราบสิ้นกัลป์ชั่วกัปทุกเพลา

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เสื่อม

ฤาถึงแล้ว เวลา ครากลียุค                   ฤาทั่วทุก ประชา เสื่อมธรรมศีล
เหล่านิกร หลงพรรค ติดในจินต์            ผู้ทรงศีล เสื่อมถอย ด้อยศรัทธา
วิปริต อาเภท นทีซัด                         คนก็กัด ฟัดกัน ดุจหมู่หมา
ป้องพวกพ้อง ลืมคิด ป้องพารา             นิจจา ถึงเวลา สิ้นธันดร

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

เบื่อเเล้วกับการเดินทางไปในทางชิวิตคนอื่น

สิ่งที่เรียกว่าเหงา คือเราอยู่เท่านั้น
สิ่งที่มีแต่ตัวฉัน เท่านั้น ต้องแก้ไข
ไม่มีที่เข้ามาในจิตใจ
เพราะว่าไม่มีใคร สนใจจะเข้ามา


ฉันเป้นอะไรกันนี่ ทำไม ฉันดูอ่อนแอเหลือเกิน
ฉันเหนื่อยนะ ล้าด้วย
ใครก็ได้ ช่วยฉันที่
น้ำตาที่ไหลใครเล่าจะมาปลอบ
ใครจะมาโอ๋
ช่วยฉันที่
ช่วยฉันที



ฉันล้าเหลือเกิน

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เดินทาง

ชีวิตหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน
ในกาลเวลานานเหลือ
เหนื่อยล้าอ่อนแรงสั่นเครือ
สิ่งใดไร้ที่จีรัง

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ผ่านจันทร์

มองดูเธอผ่านจันทร์คืนนี้
ก็คงแค่มีเพียงจันทร์ดวงนี้ที่เห็น
ฟากฟ้าฝั่งนั้นจะร้อนหรือเย็น
หรือจะมองเห็นเช่นกันหรือไหมเธอ
ตอนนี้เธอกำลังคิดถึงใครไหม
และใครคนไหนจะเป็นฉันบ้างไหมเออ
สักนิดแค่คิดถึงฉันยามเผลอ
แค่ยามละเมอเป็นฉันไหมคนดี

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

....

ใครใดใกล้ที่แม้ แต่กาย
กาลก่อนเคยทักทาย เมื่อนั้น
กาลกลับย่อมผันคลาย มิตรเสื่อมลืมแฮ

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

ก็ไม่มีใครสนใจ

แม้เพียงในที่นี้ ก็ไม่มีใครมาดู
แม้เพียงไม่มีตรู ก็ไม่มีใครสนใจ
แม้ข้าจะหายเงียบ ก็ไม่มีใครเปรียบเห็น
แม้ข้าไร้ความเป็น ก็ไม่มีใครสนใจ
อยากหายไปจากโลก ด้วยไร้โชคอย่างที่เห็น
อยากร้องตะโกนเบ็ง ก็ไม่มีใครสนใจ

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

เงียบ

นาทีทุกนาที ไม่มีเสียงเรียกเข้า นาทีที่เงียบเหงา เหลือเพียงเงาเป็นเพื่อนใจ

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552

โดดเดี่ยว

หากชีวิตนี้ของฉันไม่มีใคร
หากชีวิตใครของใครไม่มีฉัน
หากชีวิตนี้สุดสิ้นลงที่ตรงนั้น
หากชีวิตฉันลับหายไปไกลไกล
จะมีใครบ้างไหมที่คิดถึง
จะมีใครคนหนึ่งโหยหาฉันบ้างไหม
จะมีใครสักกี่คนห่วงหาและอาลัย
จะมีใครคนใดเดินเข้ามา
หากเวลาผ่านไปเนิ่นนานนานเหลือเกิน
หากเวลามันเดินเดินย้อนกลับ ไปหา
จะมีใครบ้างไหมเดินทางกลับเข้ามา
ก่อนเวลาที่ฉันจะลาไป...แล้วยื้อมัน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

....

จะบอกใครดีไหมว่าใจฉันเหงา
จะบอกใครหรือเขาว่าน้ำตาไหล
จะบอกใครมีไหมรับฟังด้วยใจ
ไม่มี ผู้ใด เข้ามา ฟัง
ช่วยด้วยมันรุมอยู่ในหัว
ช่วยเอาตัวฉันไปจากตรงนี้
ช่วยผมที

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ยืนต่อไป

สุดขอบฟ้าที่อยู่ตรงนี้
ตรงๆที่มีเพียงลำพัง
มีความเหงาและก็มีความหลัง
ที่ยังจะย้ำให้จดจำต่อไป
ณ ที่ตรงนี้ต้องอยุ่ต้องยืน
ไม่อาจจะฝืนเลยโชคชะตา
มีชีวิตเหมือนกับดารา
ที่ผ่านเข้ามาและก็ผ่านออกไป
ชีวิต ฉันหา ใครมา มากมาย
สุดท้าย ไม่มี ใครมา
สุดท้าย เหมือนกัน เหลือเพียง น้ำตา
สุดท้าย เวลา รักษา ฉันเอง....

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ชีวิตอย่าหวังในใคร
ชีวิตใยรั้งห่วงหา
ชีวิตรดด้วยน้ำตา
ชีวาฌเศร้าทุกข์อกตรม

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551

รัก

รักคือสิ่งใดใคร่หรือหลง
รักจะคงหรือเลือนเพียงคืนหาย
รักสัมพันธ์ด้วยใจหรือด้วยกาย
รักมลายเมื่อหมดเงินหรือหมดใจ

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เพียงชีวิตไม่มีใคร

เพียงชีวิต วุ่นวาย ดังสายน้ำ วน
เพียงชีวิตของคน มันสับสน เหลือใดปาน
เพียงชีวิตคนนึง ที่โกรธขึง และก็รำคาญ
เพียงชีวิตไม่นาน ไม่นานก้ต้องจากไป
ไม่มีใครฟัง ไม่รู้เล่าให้ใครดี
ไม่มีใครมี คนที่รับฟังตลอดไป
ไม่มีใครแล อ่อนแอ และพลาดไหม
ไม่มีใครใคร ดูแลใจนอกจากตัว

สิ้นชีวี

ถ้าวันนี้ เกิดอัศนีวิบากอกุศล
คงอับจนจุติสิ้นสงขัย
ลับแลหายสงัดดั่งชัฎไพร
ดับเสียงไห้เหมือนแม้นมิมีมัน

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550

เสียงคุยของฉันกับฉันเอง

เดิน..... ฉันเดินหันหลัง และจากไปด้วยความเดียวดาย
สองเท้าของฉันเดินไป เพราะถ้าไม่เดินฉันคงทรุดลงที่ตรงนั้น
สองมือของฉัน ซุกลงในกระเป๋ากางเกง เพื่อหาความอบอุ่นที่มีอยู่เพียงน้อยนิด
ไหล่ทั้งสองข้างห่อตัว เพื่อโอบอุ้มหัวใจดวงน้อย ที่เจ็บช้ำ ที่ซ้ำรอยเดิม
สองตาของฉัน มันดูพร่ามัว ไปทันใด คงเพราะมีอะไรมาเอ่อที่ขอบตา
หัวใจหนึ่งดวงน้อยรู้สึกหนาวและร้าว มากนัก
ความรุ้สึกที่เหมือนไม่มีใคร ความู้สึกที่มีคนเพียงคนเดียวในโลกนี้
ทุกก้าวเดิน ที่เดินไปดูเหมือนนานแสนนาน เชื่องช้า
แต่ทำไมนะ น้ำตาหายไปไหน ทำไมไม่ไหลลงมาเป็นเพื่อนฉันหน่อยละ
ใช่สินะ มันแห้งไปนานแล้ว หรือ มันเจ็บจนชาในใจนะ
มันเป็นความู้สึกที่เรียกว่า ความเหงากัดกินใจ
ฉันคงแย่มากเลยสินะ เพราะในทางเดินของฉันไม่มีใครอยากก้าวเข้ามา
เลยมันน่ารำคาญ น่าเบื่อ ไม่น่าฟัง หรือมัน.....มันไม่มีใครอยากฟัง
สิ่งที่อยากเล่า มันคือสิ่งที่รบกวนเวลา..... นั่นสิ ใครเล่าอยากรับรู้ปัญหาของคนอื่น
และฉันก็คงทำตัวน่าเบื่อ ไร้สาระ งี่เง่า
ดังน้นเมื่อฉันเดินจากไปทุกคนคงรู้สึกดีขึ้น สบายขึ้น
ใช่ปัญหาของฉัน ก็คือเรื่องของฉัน ฉันต้องแก้ไขด้วยฉันเอง
แค่ฉันอยากหาใครสักคนเองนะ ทำไมไม่มีใครฟังฉันเลย
ฉันไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรนักหรอกนะ
บางทีฉันก็อ่อนแอ ฉันล้า ก็แค่นั่นเอง
ทำไมนะ ทำไมน้ำตาต้องไหลกับเรื่องแค่นี้ด้วย เรื่องธรรมดาจะตายไป
ช่างเถอะ ฉันคนงี่เง่า ไร้สาระ หายไปก็คงดี
เดินต่อไปสิ ข้างหน้าหนะ
เดินไปสิ อย่าหยุดนะ
เดินไปเรื่อยๆๆเดินต่อไป
บนเส้นทางสายนี้ จนสุดท้ายของเวลา
จาก เรื่องของฉันโดยฉันเอง

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2550

สุดท้าย

สุดท้ายก็ไม่มีใคร สุดท้ายก็ไม่มีมา สุดท้ายน้ำตาก็ไหล
สุดท้ายในหนึ่งชีวิต สุดท้ายไม่คิดคบกัน สุดท้ายฉันก็เดียวดาย
สุดท้ายก็เจ็บรอยช้ำ สุดท้ายก็ซ้ำรอยเก่า สุดท้ายเราก็จากลา
สุดท้ายมาเป็นกี่ครั้ง สุดท้ายครั้งที่เท่าไหร่ สุดท้าย...คงเป็นครั้งสุดท้าย

น้ำตาที่เหงียบเหงา

อยากจะหลั่งรินไหลสายกรรแสง

อยากอ่อนแรงซบหมอนระบายไหล

ที่กักเก็บมานานในหัวใจ

ที่ทำให้ใจเศร้าเหงาเต็มที

ที่สั่งสมกดดันเกมส์ชีวิต

พรั่งพรูคิดอ่อนล้าระบายหนี

น้ำนัยน์เนตรซึมซับทุกข์ชีวี

เหลือเกินมีเก็บกักล้นออกตา

อยากหัวเราะเฮฮากับความเงียบเหงา

อยากพูดคุยกับเงาอยากปรึกษา

อยากร่ำรวยด้วยที่เราว่างเวลา

อยาก....เล่าเรื่องที่เจอมา ให้เธอฟัง

ไปกันไหมในที่มีเธอกับฉัน

ที่ที่มัน เวลา ไม่กักขัง

ที่ที่มีเราอยู่เพียงลำพัง

ที่เรานั่งคุยกัน ยามเย็น ๆ

รักแม่

มะลิซ้อนซ่อนกลีบซ่อนกลิ่นหอม
กลิ่นพยอมอุ่นรักกรุ่นหอมหวน
บริสุทธิ์สะอาดขาวราวเนื้อนวล
หอมรัญจวนครวญรักคุณมารดา
ฝากกลิ่นหอมแห่งรักข้ามฟ้าฟาก
คณามากแทนคำคนึงหา
แทนคำถ้อยร้อยคำนึงจำนรรจา
แทนคำว่า "รักแม่" จากแดนไกล

เนื่องในโอกาสวันแม่ 12 สิงหาคม 2550

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

สิ่งที่กำหนดไว้

ทางเลือก ต้องเลือก จำเป็นไหม
ทางไป ต้องไป เท่านั้นหรือ
ทางตัน นั้นตัน หรือแค่ลือ
สิ่งไหนคือ ควรเลือก แล้วก้าวไป
เลือกทางซ้าย สุดท้าย อาจออกขวา
เลือกจะเที่ยว ตื่นมา ฟ้าไม่ใส
ถูกกำหนด ก่อนหน้า ไว้อย่างไร
ถึงเลือกไว้ ก็ต้องจบ อย่างที่เป็น
ไม่ต้องเลือก แต่ทำให้ ดีที่สุด
ตั้งใจขุด แรงขยัน มาให้เห็น
ตั้งใจค่อย คิดดำเนิน อย่างใจเย็น
ทำที่เน้น เต็มที่ ตามแรงเรา

เวลา ความเหงา และความกดดัน

อยากจะหลั่งรินไหลสายกรรแสง
อยากอ่อนแรงซบหมอนระบายไหล
ที่กักเก็บมานานในหัวใจ
ที่ทำให้ใจเศร้าเหงาเต็มที
ที่สั่งสมกดดันเกมส์ชีวิต
พรั่งพรูคิดอ่อนล้าระบายหนี
น้ำนัยน์เนตรซึมซับทุกข์ชีวี
เหลือเกินมีเก็บกักล้นออกตา
อยากหัวเราะเฮฮากับความเงียบเหงา
อยากพูดคุยกับเงาอยากปรึกษา
อยากร่ำรวยด้วยที่เราว่างเวลา
อยาก....เล่าเรื่องที่เจอมา ให้เธอฟัง
ไปกันไหมในที่มีเธอกับฉัน
ที่ที่มัน เวลา ไม่กักขัง
ที่ที่มีเราอยู่เพียงลำพัง
ที่เรานั่งคุยกัน ยามเย็น ๆ

คน ค่าย และเวลา

เวลาผ่านพ้นเห็นความเปลี่ยนแปลง
เคยร่วมลงแรงนานนับหนักหนา
เกิดก่อเด็กใหม่แรกก้าวย่างมา
ทดแทนตัวข้าที่พ้นออกไป
"ค่ายสร้างคน คนสร้างค่าย" หลายชีวิต
บางคราเมื่อคิดมีจิตสงสัย
อีกนานต่อไปจะสักเท่าไร
รู้เห็นเป็นไปอีกนานไหมหนา

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ลม ฝน และต้นไม้

สบัดโบก โชยปลิว พลิ้วลมเล่น
อากาศเย็น พัดผ่าน เล่นลมไล้
ฟ้าครึมฝน ม่านเมฆ เต็มฟ้าไกล
มองเหม่อไป ล่องใจ ไกลตามลม
หลับตาลง ฟังลมผ่าน แมกหมู่ไม้
เอนทิ้งกาย อิงโคน แสนสุขสม
หยุดความคิด ในภวังค์ ดิ่งลึกจม
ลืมความขม ขื่นเศร้า เหงาอุรา
โปรยต้องกาย ละอองเย็น สายวสันต์
หมายกล่อมฝัน ชื่นชุ่ม เย็นหนักหนา
อ่อนโยนแสง ไล้ผิว ต้องกายา
โอ้เวลา อย่าเร่ง รีบก้าวเดิน

สักวันคงรู้ตัว

นานนัก นับแต่ จำความ
มิยล ในงาม ที่เห็น
ทบทวน ที่หวัง อยากเป็น
หวังเช่น ตรึงตา ตรึงใจ
นางหนึ่ง เป็นเช่น นางฝัน
นางหนึ่ง สัมพันธ์ สหาย
นางหนึ่ง เผื่อไว้ ข้างกาย
นางหนึ่ง ดั่งตาย จากกัน
รู้ดี นางใด ควรคิด
สนิท หรือคบ สุขสันต์
รอเพียง เวลา และวัน
หวังมัน กระจ่าง ชัดเจน

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เผลอ

เผลอนึก เผลอคิด และเผลอไป
เผลอใจ เผลอรัก และเผลอตัว
เผลอหวัง เผลอฝัน เผลอพลั้งกลัว
ใจตัว เผลอนัก มักปวดใจ

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2550

หนึ่งเดียว

ความเงียบเหงา ท่ามกลาง นครใหญ่
กร่อนกินใจ เหน็บหนาว เปลี่ยวหนักหนา
เหลียวแลมอง ขวาซ้าย ไร้กายา
ไม่เห็นหน้า เพื่อนคิด มิตรสักคน
ไร้แม้เสียง แว่วจำนรร ความคิดถึง
สักแม้หนึ่ง มโนวาด ภาพเวหน
เงียบเหงาเหน็บ หนาวสงัด กินใจตน
แสนอับจน อาภัพ ไร้คู่เคียง

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550

พัก.....ใจ

เหนื่อยใจนักใจหนักด้วยภาระ
เมื่อไหร่นะใจพักให้คลายล้า
ท้อฤทัยหนักในอกหน่วงอุรา
ไม่รู้ว่างานสิ้นลงเมื่อใด
ซับซ้อนยุ่งยากไม่จบสิ้น
สุดโหดหินไม่เห็นหนทางไหน
อยากพักหลบพักกายแลพักใจ
แล้วค่อยไปลุยงานให้จบกัน

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2550

วงเวียนทราย

ทรายเอ๋ยทราย เกิดก่อ จากหินผา
กาลเวลา ธารา เซาะแก่งหิน
แม้พายพัด ซัดผ่าน เป็นอาจิน
แปรเป็นดิน หินแกร่ง ยังเปลี่ยนไป
ดินเอ๋ยดิน โถมทับ ถมตัวเจ้า
ต่างอัดเอา แรงทับ นับสงขัย
แปรเป็นหิน เกิดก่อ อีกคราใด
ตระหง่านไว้ ต้านสู้ กาลธารา
จากหินแกร่ง เป็นทราย สาดเซาะซาบ
จากทรายหยาบ สู่เนื้อเนียน ยิบหนักหนา
แปรเป็นดิน ทับถม ตามเวลา
เป็นภูผาหินแกร่งสู้แรงลม
ชี้ให้เห็น สิ่งใดล้วน เกิดในโลก
ต่างมีโชค ตั้งอยู่ เคียงคู่สม
แล้วย่อมถึง วันดับ ลับเสื่อมจม
ด้วยเพราะคม เวลา แปรเปลี่ยนไป